สำหรับเครื่องถ้วยหรือเครื่องปั้นดินเผาเคลือบนั้นมีลักษณะเนื้อดินอยู่ 2 ชนิด คือ เนื้อดินสโตนแวร์ และเนื้อดินพอร์สเลนหรือมักเรียกว่าเนื้อกระเบื้อง ซึ่งมีลักษณะในรายละเอียด ดังนี้
๑. เครื่องถ้วยเนื้อดินชนิดสโตนแวร์ หมายถึง เครื่องถ้วยที่เผาถึงสุกตัว (vitreous ware) ในอุณหภูมิสูง 1190-1390 องศาเซลเซียส การที่เรียกว่า สโตนแวร์ เนื่องจากผลิตภัณฑ์ประเภทนี้มีเนื้อหยาบ แน่น ทึบแสง และมีความแข็งแกร่งมาก น้ำและของเหลวไม่สามารถไหลซึมผ่านได้ ส่วนมากเนื้อดินเกิดจากสีธรรมชาติของดิน เช่น สีเทา สีน้ำตาล เมื่อเคาะจะมีเสียงกังวาน วัตถุดิบที่ใช้ต้องมีความทนไฟสูง และมีความเหนียวแข็งแกร่ง เครื่องถ้วยเนื้อดินแกร่งสโตนแวร์นิยมทำภาชนะใส่อาหาร เช่น จาน ชาม ถ้วยชากาแฟ เหยือกน้ำ แจกัน นอกจากนี้ยังนิยมทำภาชนะบรรจุ เช่น ไห
๒. เครื่องถ้วยเนื้อดินชนิดพอร์สเลน หรือเนื้อกระเบื้อง เป็นเครื่องถ้วยที่ต้องเตรียมดินขึ้นเป็นพิเศษ เนื้อดินเมื่อเผาสุกตัวจะมีสีขาวและโปร่งแสง โดยเผาในอุณหภูมิตั้งแต่ 1250 องศาเซลเซียส ขึ้นไป ส่วนผสมของเนื้อดินประกอบด้วยหินควอตซ์ (หินฟันม้า) ดินเกาลิน ดินเหนียวขาว (ball clay) และวัตถุอื่นๆ อีกตามสัดส่วนที่เหมาะ สม เมื่อนำไปเผาไฟแล้วเนื้อดินละเอียด แข็งแกร่ง และเนื้อบาง เนื่องจากเนื้อดินประเภทพอร์สเลนมีความเหนียวต้องจึงนำไปขึ้นรูปด้วยวิธีหล่อและวิธีขึ้นรูปแบบใบมีด เป็นส่วนใหญ่ ไม่นิยมขึ้นรูปแบบแป้นหมุน
เครื่องถ้วยชนิดเนื้อพอร์สเลน แบ่งตามอุณหภูมิในการเผาเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทเครื่องกระเบื้องเนื้ออ่อน (soft porcelain) เผาในอุณหภูมิประมาณ 1210-1235 องศาเซลเซียส นิยมทำภาชนะใส่อาหาร และงานทาง ศิลปะ อีกประเภทคือ เครื่องกระเบื้องเนื้อแน่นแกร่ง (hard porcelain) ซึ่งเผาในอุณหภูมิสูงกว่าประมาณ 1310-1431 องศาเซลเซียส จะมีความแข็งแกร่งเป็นพิเศษ นิยมนำไปทำเครื่องฉนวนไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้า

 

ประเภทของเครื่องถ้วย เครื่องถ้วยส่วนใหญ่ได้แก่ ภาชนะเครื่องใช้ อาทิ ถ้วยชาม โถ จาน แจกัน กระปุก ขวด โคม ตลับ เป็นต้น ซึ่งสามารถแยกประเภทได้อย่างกว้างๆ คือ
๑. ประเภทถ้วยชาม มีแบบ รูปร่าง และขนาดต่างๆ ทั้งเคลือบสีเดียวและเคลือบหลายสี มีเนื้อดินทั้งแบบสโตนแวร์และพอร์สเลน เพิ่มการตกแต่งลวดลายด้วยการเขียนลายใต้เคลือบและเขียนลายบนเคลือบ
๒. ประเภทเครื่องประดับตกแต่ง เช่น แจกัน รูปปั้น โคมไฟ
๓. ประเภทเครื่องสุขภัณฑ์ ได้แก่ อ่างล้างหน้า เหยือกน้ำ
การผลิตเครื่องถ้วย
กรรมวิธีผลิตหรือการขึ้นรูปเครื่องถ้วยนับว่ามีความจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่ง ผู้ผลิตต้องมีความชำนาญ มีความรู้ความเข้าใจในเทคนิคต่างๆ อย่างพอเพียงในการผลิตเครื่องถ้วยแต่ละชนิด รวมไปถึงอุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ ที่ช่วยในการผลิต วิธีที่นิยมในการผลิตมีวิธีขึ้นรูปทรงต่างๆ และวิธีหล่อ
วิธีขึ้นรูปทรงต่างๆ เป็นการขึ้นรูปโดยวิธีใช้มือ ซึ่งเป็นที่นิยมใช้กันมาก มีหลายวิธี เป็นต้นว่า การขึ้นรูปแบบอิสระ การขึ้นรูปแบบแผ่น การขึ้นรูปแบบขด การขึ้นรูปแบบแป้นหมุน การขึ้นรูปแบบใบมีดและการขึ้นรูปแบบใช้พิมพ์กด


สมัยก่อนประวัติศาสตร์ อายุระหว่างราว 50,000-1,700 ปีมาแล้ว
สมัยก่อนประวัติศาสตร์ของไทยเป็นการศึกษาเรื่องราวของมนุษย์ ที่ได้ จากหลักฐานที่ถูกละทิ้งไว้บนดินในบริเวณที่เคยเป็นที่อยู่อาศัยหรือในหลุมศพ อาจจะเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำจากหินในรูปแบบต่างๆ ภาชนะที่ทำด้วยดินหรือโลหะ ตลอดจนเครื่องประดับที่ติดอยู่กับโครงกระดูก ซึ่งเรื่องราวของมนุษย์กลุ่มต่างๆ เหล่านี้อยู่ ในระยะเวลาที่ไม่ปรากฏว่ามีการใช้หนังสือเป็นสื่อภาษาที่บันทึกไว้แต่อย่างใด แต่เราสามารถศึกษาอายุของหลักฐานโบราณวัตถุนั้นๆ จากรูปร่างลักษณะ และจากวัสดุที่ใช้ทำขึ้น ทั้งโดยวิธีการหาอายุจากวิธีวิทยาศาสตร์ คือ วิธีคาร์บอน 14 หรือเทอร์โมลูมิเนสเซนส์ และการศึกษาเปรียบเทียบกับรูปแบบของโบราณวัตถุจากแหล่ง โบราณคดีของเพื่อนบ้าน หรือดินแดนอารยธรรมร่วมสมัยใกล้เคียงที่สามารถศึกษากำหนดอายุได้ แหล่งโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ของไทยนี้แต่เดิมแบ่งออกเป็น 4 สมัย ตามลักษณะและวัสดุที่นำมาทำเครื่องมือเครื่องใช้ คือ
๑. สมัยหินเก่า อายุประมาณ 50,000-10,000 ปีมาแล้ว
๒. สมัยหินกลาง อายุประมาณ 10,000-7,000 ปีมาแล้ว
๓. สมัยหินใหม่ อายุประมาณ 7,000-4,000 ปีมาแล้ว
๔. สมัยโลหะ อายุประมาณ 5,600-1,700 ปีมาแล้ว
อย่างไรก็ดี สมัยก่อนประวัติศาสตร์นี้นักวิชาการโบราณคดีรุ่นใหม่ได้ใช้ศัพท์ในการกำหนดเรียกสมัยเหล่านี้ใหม่ โดยใช้ลักษณะความเจริญของสังคมเป็นการกำหนดอายุ คือ
๑. สังคมล่าสัตว์
๒. สังคมเกษตรกรรม
๓. สังคมเมืองเริ่มแรก



วัฒนธรรมของรัฐฟูนันนั้นปรากฎอยู่ในจดหมายเหตุจีนครั้งพุทธศตวรรษที่ 6 แต่เดิมนักวิชาการเชื่อกันว่าศูนย์กลางน่าจะอยู่ทางแถบลุ่มแม่น้ำโขงตอนใต้ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 6-8 และคำว่า "ฟูนัน" สันนิษฐานว่าน่าจะมา จากภาษาอินเดียใต้และภาษาเขมรโบราณว่า "บนัน" หรือ "พนม" ซึ่งแปลว่า ภูเขา และพระนามของกษัตริย์ฟูนันในภาษาสันสกฤตว่า "บรรพตภูบาล" หรือ "ไศลราช" และพระนามนี้ได้ถูกนำไปใช้เป็นชื่อราชวงศ์ในรัฐศรีวิชัยว่า "ไศเลนทร์" ในพุทธศตวรรษที่ 13 ด้วย
กล่าวได้ว่า วัฒนธรรมฟูนันได้แผ่อิทธิพลปรากฏอยู่ในเขตประเทศเวียดนามตอนใต้ เมื่อได้มีการขุดค้นทางโบราณคดีที่เมืองออกแก้ว ยังมีแถบลุ่มแม่น้ำโขงตอนกลาง แถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา และแหลมมลายู
สำหรับลักษณะเครื่องปั้นดินเผาของฟูนันนั้นไม่มีให้ศึกษาอย่างเด่นชัด แต่จากการที่มีความสัมพันธ์กับอินเดียทั้งเชื้อสายของกษัตริย์และประเพณีต่างๆ ดังนั้นรูปแบบของเครื่องปั้นดินเผาซึ่งเป็นภาชนะที่ใช้ในชีวิตประจำวันนั้น น่าจะมีรูปแบบคล้ายกับภาชนะโลหะที่ใช้ในราชสำนักและใช้ในพิธีกรรม ซึ่งมีรูปแบบที่คล้ายกับภาชนะของ ทางอินเดียไม่ว่าจะเป็นหม้อก้นกลม คอสูง ตะคัน ตะเกียง และพาน ที่มีทั้งแบบเรียบและตกแต่งตัวชนะด้วยลายประทับเป็นรูปฟันปลาหรือเขียนสีแดงที่ตัวภาชนะ ซึ่งล้วนแต่เป็นต้นแบบของภาชนะดินเผาทวาราวดีสืบต่อมาก็เป็นได้

เนื้อดินปั้นของเครื่องสังคโลกเป็นประเภทเนื้อแกร่งหรือสโตนแวร์ ซึ่งต้องใช้อุณหภูมิในการนำเข้าเผาสูงประมาณ 1150-1280 องศาเซลเซียสและมีการใช้เทคนิคในการตกแต่งทั้งการเคลือบและลวดลายต่างๆ กันหลายรูปแบบ ซึ่งพอจำแนกได้ดังนี้
- เครื่องปั้นดินเผาเนื้อแกร่งไม่เคลือบ แต่ประดับลวดลายด้วยการใช้แม่พิมพ์กดลวดลายประทับ เช่น ลายก้านขดหรือลายเรขาคณิต นอกจากนี้มีการประดับด้วยวิธีการปั้นดิน แล้วแปะติดเข้ากับภาชนะก่อนเข้าเผา ซึ่งเข้าใจว่าเป็นแบบดั้งเดิมที่มีมาก่อนและทำสืบต่อมาในระยะหลังด้วย
- เครื่องถ้วยเคลือบสีน้ำตาลเข้ม อันเป็นการเคลือบสีพื้นเดียว ซึ่งจะมีลักษณะทั้งรูปแบบและสีน้ำเคลือบคล้ายกับเครื่องถ้วยลพบุรีประเภทเคลือบสีน้ำตาล
- เครื่องถ้วยเคลือบขาวที่เขียนลวดลายใต้เคลือบน้ำตาลดำ มีลักษณะคล้ายเครื่องถ้วยจีนจากเสาสือโจ้ว กับเครื่องถ้วยอันหนาน
- เครื่องถ้วยเคลือบขาวที่เขียนลวดลายบนเคลือบสีน้ำตาลทอง
- เครื่องถ้วยเนื้อดินแกร่งกึ่งสโตนแวร์ไม่เคลือบแต่ชุบน้ำดิน แล้วเขียนลวดลายด้วยสีแดง
- เครื่องถ้วยเคลือบสีเขียวไก่กาหรือเซลาดอน ซึ่งตกแต่งลวดลาย ด้วยวิธีการขูดและขุดลายในเนื้อดิน แล้วเคลือบทับ ซึ่งประเภทนี้คล้ายคลึงกับเครื่องถ้วยจีนจากเตาหลงฉวน สมัยราชวงศ์สุ้งตอนปลายถึงราชวงศ์หยวน (ประมาณพุทธศตวรรษที่ 19-20)
- เครื่องถ้วยดินเผาหรือตากให้แห้งแล้วนำสลิปน้ำดินขาวทาทับอย่างหนาๆ แล้วสลักลายเบา ต่อจากนั้นก็นำเข้าเตาเผา

เครื่องถ้วยเบญจรงค์และลายน้ำทอง ต่างกันอย่างไร


เครื่องถ้วยลายเขียนสีที่เรียกว่า เครื่องห้าสีหรือเครื่องถ้วยเบญจรงค์ อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 22-24 หมายถึง เครื่องปั้นดินเผาเคลือบที่เขียนลายโดยวิธีลงยา (enamel) ด้วยสีต่างๆ ตั้งแต่ 3 สีขึ้นไป จีนเรียกว่า อู๋ไฉ่ โต้วไฉ่ เฝินไฉ่ และฝาหลั่งไฉ่ ตามเทคนิคการเขียนลายสีที่แตกต่างกันไปของจีน แต่ถ้าเป็นเครื่องถ้วยไทยแล้วหมายถึง เครื่องถ้วยเบญจรงค์อย่างของไทยที่สั่งจีนทำ ใช้รูปแบบลายแบบ ลายไทย จีนนิยมเครื่องถ้วยลงยาห้าสีมา ตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิงตอนปลาย โดยเฉพาะในสมัยพระเจ้าวั่นลี่ และสืบต่อมาจนถึงสมัยราชวงศ์ชิง ราชสำนักไทยสมัยกรุงศรีอยุธยาได้สั่งซื้อเข้ามาใช้ และต่อมาได้จัดส่งลายไปสั่งทำด้วย โดยสั่งทำเป็นโถปริกและโถฝาขนาดกลาง เขียนเป็นลายกระหนก ลายพุ่มข้าวบิณฑ์ ลายเทพนม นรสิงห์ เป็นต้น เครื่องถ้วยเบญจรงค์ของไทยมีทั้งที่สั่งทำที่จิงเต๋อเจิ้น และที่ทำจากเตาเผามณฑลฝูเจี้ยนและกวางตุ้ง เมื่อการใช้เครื่องถ้วยชนิดนี้เป็นที่นิยมในตลาดเมืองไทย เครื่องถ้วยเบญจรงค์ที่สั่งทำจากจิงเต๋อเจิ้นนั้นมักจะเป็นของใช้ในราชสำนัก เพราะเนื้อดินปั้นละเอียด แกร่ง และบาง ช่างที่ทำมีฝีมือดีและเขียนลายได้ ละเอียดสวยงาม
เครื่องถ้วยลายน้ำทอง อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 23-24 หมายถึง เครื่องปั้นดินเผาเคลือบที่เขียนลายด้วยวิธีลงยาเช่นกัน แต่เป็นพวกที่ลงพื้นภาชนะด้วยสีทองที่ทำจากทองคำ เครื่องลายน้ำทองที่ดีๆ ไทย สั่งทำจากจีนเช่นเดียวกับเครื่อง เบญจรงค์ เครื่องลายน้ำทองนี้จีนนิยมมาก ในสมัยราชวงศ์ชิง โดยเฉพาะในสมัยพระเจ้าคังซี (พ.ศ.2205-2266) และพระเจ้าหย่งเจิ้น (พ.ศ.2266-2279) ร่วมรัชกาลของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชถึงพระเจ้าท้ายสระ ซึ่งน่าจะมีการสั่งทำเครื่องถ้วยน้ำทองจากญี่ปุ่นด้วย
การสั่งทำเครื่องถ้วยเบญจรงค์ และลายน้ำทองจากจีน คงจะได้สั่งทำสืบต่อมาในสมัยกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ โดยมีการปรับปรุงและคิดค้นรูปแบบและลวดลายใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอีกด้วย โดยเฉพาะรัชสมัยสมเด็จพระ เจ้ากรุงธนบุรีนั้นพบว่าในราชสำนักญี่ปุ่นก็ใช้เครื่องถ้วยจากประเทศไทย เรียกว่า "เครื่องถ้วยดนบูริ" ซึ่งน่าจะเป็นเครื่องถ้วยเบญจรงค์ หรือลายน้ำทองที่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีพระราชทานเป็นเครื่องบรรณาการ

Thailand

posted on 16 Sep 2008 17:32 by thai-land
King of Thailand
Bhumibol Adulyadej the Great
(Rama IX) 1946-present.

Geography
Thailand is situated in the heart of the Southeast Asian mainland, Thailand covers an area of 514,000 square kilometers. It is bordered by Laos to the Northeast, Myanmar to the North and West, Cambodia to the East, and Malaysia to the South.

Topography
Thailand is divided into 6 regions; North, East, North East, West, Central, and South,The country is divided into 76 provinces.

Capital
Thailand's capital, known internationally as Bangkok but to Thai as Krung Thep (City of Angels) sprawls over an area of some 1,500 square kilometers on both sides of the Chao Phraya River. Established in 1782 by King Rama I, founder of the Chakri Dynasty, Bangkok has been the home of the Royal Family ever since. Today, Bangkok is home to over 6 million people. Here also are located all government ministries, the police and military headquarters, the Supreme Patriarch of the Buddhist faith, the most prestigious universities and schools, the best medical facilities, important international organizations, and the greatest collections of art, museums, newspaper publishers and television stations.


Transportation

Rail/Road
Over 176,000 kilometers of national highways and rural roads link tiny hamlets with provincial capitals and major cities. The State Railway operates an efficient rail system linking Bangkok with northern, northeast and central Thailand while a southern route allows direct rail travel from Bangkok to Malaysia and Singapore. Despite the rapid growth of inter-provincial buses, train travel is still popular with a large segment of the population.

 

Air
Thailand has 23 airports and six international airports, namely Don Muang, Phuket, Hat Yai, Chiang Mai, Chiang Rai, and U-Tapao. All except U-Tapao are operated by the Airports Authority of Thailand.

Population
Thailand's population is approximately 61 million.( Population density of Thailand is approximately 117 people/square kilometer)
As the capital city of Thailand, the population in Bangkok is approximately 8 million people. ( Population density in Bangkok is approximately 5,111 people/square kilometer)

Race
Though the great majority of Thailand is ethnically Thai and Buddhist, the country has a substantial number of minority groups who have historically lived together in harmony. Of these, the Chinese are perhaps the most numerous (particularly in urban areas), though they have become so thoroughly assimilated it would be difficult to isolate them as a distinct group. Similarly, while there are Lao and Khmer groups in the Northeast and East, nearly all regard themselves as Thai, culturally as well as by nationality. More clearly defined as an ethnic group are the Muslims, who are mainly concentrated in the southern provinces, and assorted hill tribes who live in the far North; there are also sizable communities of Hindus and Sikhs in large cities like Bangkok.

Seasons
Thailand is a warm and rather humid tropical country. The climate is monsoons, marked by a pronounced rainy season lasting from about June to October and a relatively dry season for the remainder of the year. Temperatures are highest in March and April and lowest in December and January.
Summer:March - May.
Rainy:June - October.
Winter:November - February.
Average temperature is 28°C. In Bangkok, the average temperature in April is approximately 30°C, and in December is 25°°C.

Language
The official national language, spoken by almost 100 per cent of the population, is Thai, classified by linguists as belonging to a Chinese-Thai branch of the Sino - Tibetan family. It is a tonal language, uninflected, and predominantly monosyllabic. Most polysyllabic words in the vocabulary have been borrowed, mainly from Khmer, Pali or Sanskrit. Dialects are spoken in rural areas. Other principal languages are Chinese and Malay. English, a mandatory subject in public schools, is widely spoken and understood, particularly in Bangkok and other major cities.

 

Religion
Theravada Buddhism, the national religion, is the professed faith of 95 per cent of the population. There is total religious freedom and all major religions can be found in practice.

Government
Thailand is governed by a constitutional monarchy with His Majesty King Bhumibol Adulyadej as Head of State. Official power rests with the government, personified by the Prime Minister, the Parliament, and a bureaucratic system that reaches down to the village level.

Legislation
Legislative power is vested in the Parliament, and exercised through a bicameral National Assembly consisting of the publicly elected House of Representatives and the Senate. The Parliament must approve all legislative matters of national policy, which then require the King's signature before becoming the law of the land.

Administration of justice
Presently, the Courts of Justice are divided into three categories, i.e., the Courts of First Instance, the Courts of Appeal and the Supreme Court. There are about 140 Courts of First Instance throughout the Kingdom.
In Bangkok Metropolis, they are, for example, the Civil Court, the Criminal Court, the Juvenile and Family Court, the Central Labour Court and the Central Tax Court, including Kwaeng Courts which have jurisdiction over minor civil cases and criminal cases with maximum punishment of imprisonment not exceeding 3 years or fine not exceeding Baht 60,000 or both. In the provinces, they are the Provincial Courts, and in some large provinces the Provincial Juvenile and Family Courts and Kwaeng Courts are included.

National Flag
Thailand's national flag, ceremoniously raised each morning in every town and village, is composed of five horizontal bands of red, white, and blue. The harmony of design expresses the complimentary nature of the three pillars of the Thai nation.

This tri - colored flag, called in Thai the "trirong", first introduced by King Vajiravudh (Rama VI) in 1917, succeeded an earlier design that placed a white elephant (emblem of the absolute monarch) on a red background.


Red represents nation.
White evokes religion.
Blue symbolizes the monarchy.


Year
The Buddhist year for 2001 is 2544 (add 543 to the Christian year)

Time
2 hours lag behind Japan (7 hours advanced from Greenwich)

Thai Currency
Thailand's currency is the baht, which is divided into 100 satang. Copper coins are valued at 25 and 50 satang, and silver ones at 1, 5, and 10 baht. Bank notes are valued at 10 (brown),20 (green), 50 (blue), 100 (red), 500 (purple), and 1,000 baht (gray); all denominations of bills are in different sizes.

Business Hours
In Thailand, businesses are open Monday to Friday from 8.30 a.m. to 5.00 p.m. (with an hour for lunch between 12.00 - 01.00 p.m.) Shopping centres and supermarkets are generally open from 10.00 a.m. - 09.00 p.m. daily.

Banking Hours
Monday to Friday, from 9.30 a.m. to 3.30 p.m.

Electricity
220V 50Hz
Television system in Thailand is PAL system. (Japan uses NTSC system)

Education
6 years-primary school
3 years-secondary school
3 years-high school
4 years-college/university

Telephone
Country code for Thailand is 66. Bangkok area code is 02.
Telephone charge for home phone is normally 3 baht for one time use in the same area code( no matter how long you call). There are two types of public phone available; coin type and telephone card type.

Holidays
The number of annual celebration national holidays is almost the same as Japan, but there are many related to Buddhism. Official working days are Monday to Friday.

สมาชิกในกลุ่ม

posted on 16 Sep 2008 17:08 by thai-land

 

 

edit @ 16 Sep 2008 18:05:14 by Big

edit @ 16 Sep 2008 18:33:05 by Big

edit @ 18 Sep 2008 17:59:45 by Big

edit @ 19 Sep 2008 10:32:03 by Big