สงครามไทยกับพม่า

posted on 16 Sep 2008 16:05 by thai-land

ารทำสงครามกับกรุงล้านนาจนทำให้พระมหาเทวีจริประภาซึ่งเป็นประมุขของรัฐยอมอ่อนน้อมต่อสมเด็จพระชัยราชาธิราชนั้นทำให้กรุงศรีอยุธยาเป็นใหญ่แต่เพียงผู้เดียวในประเทศสยาม เป็นที่ยอมรับหวั่นเกรงของบ้านเมืองใกล้เคียง

แต่ในขณะเดียวกัน ทางตะวันตกซึ่งเป็นประเทศของมอญและพม่า พวกมอญที่เคยเป็นใหญ่อยู่ทางใต้หมดอำนาจลง ตกอยู่ภายใต้อำนาจของพระเจ้าตะเบงชเวตี้กษัตริย์พม่าจากเมืองตองอู ซึ่งได้เข้ายึดครองเมืองหงสาวดีของมอญและสถาปนาเป็นราชธานีของพม่าขึ้น ต่อจากนั้นก็ทำการปราบปรามรัฐใหญ่น้อยและบ้านเมืองต่าง ๆ ในประเทศพม่ามาไว้ในอำนาจ การมีอำนาจของพม่า ณ กรุงหงสาวดีมีผลทำให้เป็นคู่แข่งกับกรุงศรีอยุธยาโดยปริยาย และมีแนวโน้มที่จะทำให้ทั้งสองราชอาณาจักรมาเผชิญหน้ากันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความแต่ต่างระหว่างพม่ากับไทยนั้นอยู่ที่ว่า ทางไทยสามารถสร้างความกลมกลืนทางวัฒนธรรมและบูรณาการระหว่างกลุ่มชนที่อยู่ต่างรัฐต่างเมืองให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายในราชอาณาจักรได้แต่พม่าทำไม่ได้ เพราะมีชนกลุ่มใหญ่ ๆ ที่มีความแตกต่างกันในด้านวัฒนธรรมหลายกลุ่ม เช่นพวกไทยใหญ่ทางภาคเหนือ พวกมณีปุระทางตะวันตก และมอญทางตะวันออก การที่จะทำให้เกิดการรวมกันได้นั้น ต้องอาศัยการใช้อำนาจทางการเมืองการปกครองเป็นสำคัญ และต้องมีผู้นำที่เข้มแข็ง ตราบใดที่มีแสนยานุภาพก็เป็นที่เกรงกลัว แต่เมื่อใดที่มีผู้นำที่อ่อนแอก็มักจะเกิดการกบฏแข็งเมืองและต่อต้านอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นผู้นำของพม่าจึงต้องตื่นตัวอยู่เสมอและแผ่แสนยานุภาพภายในโดยการตีบ้านเล็กเมืองน้อยกวาดต้อนผู้คนเข้ามาเป็นกำลังคนของอาณาจักรอยู่เนืองๆ

ในสมัยรัชกาลสมเด็จพระไชยราชาธิราชนี้ก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้กรุงศรีอยุธยาต้องเผชิญหน้ากับพม่า พวกมอญจากเมืองเชียงกราน (ปัจจุบันคือเมืองอัตรัน) ที่ไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจพม่าหนีเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร พระเจ้าตะเบงชเวตี้ไม่พอพระทัย ยกกองทัพเข้ามายึดเมืองเมืองเชียงกรานไว้ สมเด็จพระไชยราชาธิราชทรงยกกองทัพไปขับไล่พม่า และตีเมืองเชียงกรานคืนมาได้ นับเป็นการสร้างความแค้นเคืองให้แก่พม่ามาก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะสมเด็จพระไชยราชาธิราชทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่เข้มแข็งและมีอานุภาพยิ่งพระองค์หนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ความมั่นคงของกรุงศรีอยุธยาก็มีอยู่ไม่นาน เพราะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นภายในราชอาณาจักร สมเด็จพระไชยราชาธิราชเสด็จสวรรคตอย่างกระทันหัน นัยว่ามีผู้วางยาพิษปลงพระชนม์ ราชสมบัติตกอยู่กับพระยอดฟ้าราชโอรสซึ่งยังทรงพระเยาว์อยู่ อำนาจในการปกครองบ้านเมืองจึงตกอยู่ภายใต้ท้าวศรีสุดาจันทร์ซึ่งเป็นพระราชมารดา ต่อมาได้ตั้งตัวเป็นแม่อยู่หัวแล้วคบคิดกับขุนชินราชพนักงานเฝ้าหอพระผู้เป็นชู้ ถอดพระยอดฟ้าออกจากราชสมบัติ และตั้งขุนชินราชเป็นขุนวรวงศาธิราชปกครองแผ่นดิน ได้สร้างความไม่พอใจและแค้นเคืองแก่บรรดาเจ้านายและขุนนาง ในที่สุดพระเทียรราชาและขุนพิเรนทรเทพเชื้อสายกษัตริย์ราชวงศ์พระร่วงและคณะขุนนางกลุ่มหนึ่งร่วมกันกำจัดขุนวรวงศาธิราชและแม่อยู่หัวศรีสุดาจันท์ได้สำเร็จ พระเทียรราชาขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ ทรงพระนามว่าสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นนี้เป็นผลร้ายแก่กรุงศรีอยุธยาเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากเป็นการแตกแยกกันภายในแล้ว ยังทำให้ความรุ่งเรืองต่าง ๆ ที่สืบกันมาแต่สมัยรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถหมดสิ้นลงด้วย สามเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงเป็นผู้นำที่อ่อนแอ ได้กระจายอำนาจในการปกครองบ้านเมืองไปให้บรรดาขุนนางผู้ร่วมก่อการในการกำจัดขุนวรวงศาธิราช เช่น ขุนพิเรนทรเทพเป็นสมเด็จพระมหาธรรมราชา เจ้าเมืองพิษณุโลก และขุนอินทรเทพเป็นเจ้าพระยาศรีธรรมโศกราช ครองเมืองนครศรีธรรมราช ในฐานะเมืองลูกหลวงที่มีอำนาจอย่างแต่ก่อนสมัยการปฏิรูปการปกครองในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ สิ่งที่เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างเมืองหลวงและเมืองลูกหลวงในรัชกาลนี้ก็คือ การเกี่ยวดองกันในด้านการแต่งงานระหว่างพระมหากษัตริย์และเจ้าเมือง สมเด็จพระมหาจักพรรดิทรงยกพระวิสุทธิกษัตริย์พระราชธิดาให้เป็นพระชายาของสมเด็จพระมหาธรรมราชาและพระราชบุตรีอันเกิดแต่พระสนมให้เป็นชายาของพระยาศรีธรรมาโศกราช สายสัมพันธ์เช่นนี้อาจขาดลงได้ถ้าหากมีการขัดแย้งกันขึ้นในเรื่องของการแย่งความเป็นใหญ่กัน เมื่อกษัตริย์ผู้เป็นศูนย์รวมของความสัมพันธ์สวรรคตลง

เหตุการณ์การผลัดแผ่นดินและการชิงราชสมบัติกันในกรุงศรีอยุธยา พม่าได้รู้เห็นจึงฉวยโอกาสมารุกรานเพื่อแสดงแสนยานุภาพให้บรรดาหัวเมืองในราชอาณาจักรเกิดความเกรงกลัว

พระเจ้าตะเบงชเวตี้ยกกองทัพผ่านเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์ รุดเข้าตีพระนครศรีอยุธยา เกิดการชนช้างระหว่างพระองค์กับสมเด็จพระมหาจักรพรรดิขึ้น สมเด็จพระมหาจักรพรรดิเสียที แต่สมเด็จพระสุริโยทัยและพระราชบุตรีพระองค์หนึ่งซึ่งปลอมพระองค์เป็นชายมาในกองทัพด้วยถลันเข้าช่วยแก้จึงถูกฟันสิ้นพระชนม์ทั้งสองพระองค์กองทัพพม่าไม่สามารถตีพระนครศรีอยุธยาได้เพราะขาดความรู้ทางด้านภูมิประเทศ อีกทั้งกลัวกองทัพของสมเด็จพระมหาธรรมราชาจากเมืองเหนือมาขนาบจึงถอยกลับไป

ผลของสงครามครั้งนี้ พม่าไม่ได้อะไรกลับไปนอกจากการเรียนรู้ลักษณะภูมิประเทศที่ตั้งของพระนครศรีอยุธยา ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการคิดอ่านมาทำสงครามกับไทยอีก

ส่วนไทยไม่เสียเอกราช แต่ทว่าเสียวีรสตรี 2 ท่านคือ สมเด็จพระสุริโยทัยและพระราชธิดา สมเด็จพระมหาจักรพรรดิได้โปรดให้พระราชทานเพลิงพระศพ และสร้างวัดสวนหลวงสบสวรรค์ขึ้นเป็นอนุสาวรีย์ และถวายเป็นพระราชกุศลแด่อัครเมเหสีและพระราชธิดาวันนี้ปัจจุบันอยู่ในบริเวณโรงงานสุรา ณ ตำบลหัวแหลม ใกล้กับบริเวณที่ลำน้ำลพบุรีมาบรรจบกับลำน้ำเจ้าพระยา ปัจจุบันอาคารและศาสนสถานส่วนใหญ่ถูกรื้อทำลายหมด เหลือเพียงพระเจดีย์ย่อมุมสิบสองขนาดใหญ่องค์หนึ่ง ที่เชื่อกันว่าคือพระเจดีย์ที่บรรจุพระอัฐิของสมเด็จพระสุริโยทัย

เมื่อพม่าถอยทัพกลับไปแล้ว สมเด็จพระมหาจักรพรรดิก็มิได้ทรงประมาท ได้ทรงโปรดให้ปรับปรุงและตระเตรียมพระนครเพื่อรับการรุกรานของพม่าที่จะมีมาอีก

ประการแรก เป็นการก่อสร้างกำแพงพระนครมาประชิดริมลำน้ำทุกด้าน นับเป็นการสร้างกำแพงเมืองก่ออิฐถือปูน มีป้อมปราการเชิงเทิน และใบเสมารับทางปืนตามแบบตะวันตก พวกทหารช่างที่เป็นเชื้อสายชาวโปรตุเกสคงมีบทบาทมากในการก่อสร้างกำแพงเมืองและป้อม รวมทั้งใบเสมาบนกำแพงเมือง นับเป็นการปรับปรุงโครงสร้างและรูปแบบเมืองพระนครศรีอยุธยาครั้งสำคัญ ป้อมและกำแพงเมืองดังกล่าวได้รับการบูรณะซ่อมแซมให้มั่นคงในสมัยต่อๆ มาที่เหลือดังเห็นในปัจจุบันที่น่าสนใจคือ ป้อมเพชร ซึ่งอยู่ตรงมุมพระนครทางใต้ ใกล้บริเวณที่ลำน้ำเจ้าพระยาและลำน้ำป่าสัก (คูคื่อหน้าเก่า) มาบรรจบกันเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาสายใหญ่ลงมายังกรุงเทพฯ

ประการที่สอง โปรดให้รื้อกำแพงเมืองบางเมืองที่อยู่ไม่ห่างพระนครศรีอยุธยา เช่น นครชัยศรี (นครปฐมโบราณ) และเมืองสุพรรณบุรี (สุพรรณภูมิ) เพื่อป้องกันไม่ให้พม่าเข้ายึดเป็นที่มั่นได้ นอกจากนั้น มีการจัดตั้งเมืองใหม่ๆ ขึ้นหลายจุดตามจุดยุทธศาสตร์ในที่ต่างๆ เมืองเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องมีคูน้ำและกำแพงล้อมรอบ หากเป็นที่ชุมนุมคน มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่จวนเจ้าเมืองเป็นสำคัญ เช่นเมืองนครนายก เมืองตลาดแก้วตลาดขวัญ และเมืองฉะเชิงเทรา เป็นต้น นับเป็นการโยกย้ายและรวบรวมกำลังพลครั้งสำคัญ

ประการที่สาม มีการคล้องช้างและจัดหาช้างจากที่ต่าง ๆ ไว้เป็นพาหนะสำคัญในการทำศึก ดังปรากฎในพงศาวดาร การกล่าวถึงสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเสด็จไปประกอบพระราชพิธีตามที่ต่างๆ และการพบช้างเผือกจำนวนถึง 7 เชือก การมีช้างเผือกมากเท่านี้ถือกันว่าเป็นบารมีของการเป็นพระจักรพรรดิราช ทำให้คนทั่วไปให้พระฉายาสมเด็จพระมหาจักรพรรดิว่าพระเจ้าช้างเผือก แต่ในทำนองกลับกัน ทางพม่าได้ใช้เรื่องการมีช้างเผือกนี้เป็นการหาเหตุมาตีพระนครศรีอยุธยาในคราวต่อไป เพราะต้องการแสดงให้เห็นว่า พระมหากษัตริย์พม่าต้องการมีพระบารมีเป็นพระจักรพรรดิราชเช่นกัน การได้ช้างเผือกจากเมืองไทยนั้น ย่อมเป็นการเสริมแสนยานุภาพให้เห็นว่ามีอำนาจเหนือกรุงศรีอยุธยาซึ่งเป็นอาณาจักรที่สำคัญในสมัยนั้นอย่างแท้จริง

ถึงแม้สมเด็จพระมหาจักรพรรดิจะทรงเอาพระทัยใส่เป็นอย่างมากต่อการปรับปรุงและตระเตรียมพระนครเพื่อการรรับศึกพม่าที่จะมีมาอีกก็ตาม แต่ก็หาได้แก้ไขจุดอ่อนที่สำคัญอันได้แก่โครงสร้างในการปกครองบ้านเมืองไม่ นั้นก็คือ ยังทรงปล่อยให้บรรดาเจ้าเมืองสำคัญ ๆ ของอาณาจักร เช่นนครศรีธรรมราชและพิษณุโลกปกครองอย่างมีอำนาจเต็มในลักษณะที่เป็นอิสระ ทั้งนี้ เพราะทรงวางพระทัยว่าบรรดาเจ้าเมืองเหล่านั้นคือเขยและสะใภ้ของพระองค์

การปล่อยให้อำนาจกระจายอยู่ตามหัวเมืองสำคัญ ๆ ดังกล่าวเท่ากับเป็นการบั่น