Museum

ภายใน Museum ต่อ

posted on 16 Sep 2008 16:02 by thai-land in Museum

Museum of Siam (Discovery Museum) 3 ตอนจบ

สองบล้อกที่แล้วได้พาเที่ยวทั้งภายนอก ภายใน เบ็ดเสร็จก็น่าจะครึ่งทาง บล้อกนี้ก็มาต่อครึ่งทางที่เหลือเลยนะครับ...

ใครสนใจจะย้อนกลับไปดูภาพบรรยากาศการจัดแสดงใน 2 ตอนแรกก็คลิกที่ link ข้างล่างนี้เลยนะครับ



หลังจากงีบหลับในห้องพุทธิปัญญาไปแล้ว ก็เดินต่อออกมาถึงโซนที่จะเป็นเรื่องราวในอดีตที่เริ่มมีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรกันบ้างแล้ว




กำเนิดสยามประเทศ
(Founding of Ayuthaya)




การจัดแสดงในห้องนี้จะเน้นให้เห็นว่าในช่วงใดมีกลุ่มชนหรืออาณาจักรมีที่มีอำนาจกระจายตัวอยู่บริเวณใดของประเทศไทยบ้าง โดยมีตัวเลขดิจิตอลคอยนับเวลาจากอดีตขึ้นมาเรื่อยๆ เมื่อถึงช่วงเวลาที่อาณาจักรใดๆ มีอำนาจอยู่ บริเวณนั้นก็จะมีไฟสว่างขึ้นมา

เสียดายที่ว่ารายละเอียดในการจัดแสดงนับตั้งแต่ห้องนี้เป็นต้นไป ผมไม่ค่อยได้เก็บรายละเอียดมากนัก เพราะกลัวว่าเดี๋ยวจะไม่ทันเวลาปิด ก็เลยต้องเดินดูและเก็บภาพแบบผ่านๆ




สยามประเทศ
(Siam)




ดูเหมือนว่าที่นี่ไม่ได้เน้นเรื่องราวของอาณาจักรสุโขทัยเหมือนพิพิธภัณฑ์ทั่วไปซักเท่าไร อาจจะเป็นเพราะผู้จัดเข้าใจว่าการปรากฏอยู่ของกรุงเทพมหานครนั้นสืบเนื่องมาจากกรุงศรีอยุธยาอย่างแน่นอนมากกว่า และก็มีหลักฐานที่มีอยู่จริงที่จะยืนยันว่ากรุงศรีอยุธยาเป็นช่วงเวลาที่เฟื่องฟูที่สุดในทุกๆ ด้าน จนเป็นที่เลื่องลือไปถึงต่างแดน ซึ่งคำว่าสยามนี่เอง ก็เป็นที่รู้จักกันในหมู่ชาวโลก อันหมายถึงกรุงศรีอยุธยา





การจัดแสดงบรรยากาศในห้องนี้เป็นการจำลองกระบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารคที่กำลังแล่นอยู่กลางลำน้ำกลางห้อง โดยมีผนังทั้งสองข้างเป็นเหมือนดั่งริมฝั่งน้ำ ด้านบนของผนังประดับด้วยภาพปิดทองรูปวัดวาอาราม โบสถ์ฝรั่ง ศาลเจ้า ที่เรียงรายไปตามริมฝั่งน้ำ ส่วนด้านล่างก็จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับสังคม วัฒนธรรมในสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งเนื้อหาที่ผู้ชมจะได้อ่านจะปรากฏอยู่บนสมุดไทยขนาดใหญ่ ทำให้ได้อารมณ์เหมือนกำลังอ่านเอกสารโบราณ












สยามยุทธ์
(The War Room)




หากใครเคยไปเยี่ยมชมประวัติศาสตร์ชาติไทยแบบเดิมๆ คงจะต้องคุ้นเคยกับความรู้ในเชิงประวัติศาสตร์ราชวงศ์ โดยมีสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็นเรื่องเด่น ซึ่งหลายๆ คนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องน่าเบื่อ ... แต่ที่นี่ผู้ชมจะได้รับความรู้ในเรื่องภูมิปัญญาของผู้นำสมัยก่อนในการเลือกทำเลที่ตั้งของเมือง รู้จักศาสตร์และศิลป์ของการสงคราม ผ่านสื่อต่างๆ ที่น่าสนใจ เช่น เกมส์จับคู่ เกมยิงปืนใหญ่ขนาดเท่าของจริง ... อ่านแล้วอยากไปเล่นล่ะสิ




แผนที่ ความยอกย้อนบนแผ่นกระดาษ
(The Map Room)




เมื่อออกจากห้องสยามยุทธ์แล้ว ทีนี้ก็จะต้องเดินกลับลงมาที่ชั้น 2 ของอาคาร เพื่อเข้าสู่ห้องแผนที่
ห้องนี้เขาได้รวบรวมเอาแผนที่ระวางต่างๆ ที่ได้เคยระบุถึงดินแดนบริเวณประเทศไทย ให้เราได้ดูวิวัฒนาการของแผนที่ประเทศไทยที่มีมาตั้งแต่อดีตแบบที่ฝรั่งทำ หรือของที่คนไทยทำเองแบบเก่าๆ ก็จากสมุดภาพไตรภูมิพระร่วง ผิดบ้างถูกบ้าง เรื่อยมาจนถึงแผนที่ของทองใบ แตงน้อย นอกจากนี้ยังมีเกมส์ให้เราเลือกขอบเขตของพื้นที่เพื่อสร้างประเทศของเราให้เล่นกันสนุกๆ แฝงความรู้นิดๆ อีกด้วย




กรุงเทพฯ ภายใต้ฉากอยุธยา
(Bangkok, New Ayutthaya)




การจัดแสดงในห้องนี้ต้องการที่จะสื่อให้เห็นว่า กรุงเทพฯ นั้นมีวัฒนธรรมที่สืบเนื่องมาจากกรุงศรีอยุธยา โดยยกตัวอย่างชื่อสถานที่ที่กรุงเทพฯ มี แล้วอยุธยาก็เคยมีมาก่อนเหมือนกัน เช่น การสร้างวัดคู่กับวัง โบสถ์พราหม์ วัดมหาธาตุ เป็นต้น ...
นอกจากนี้ยังมีเรื่องราวของกลุ่มคนต่างๆ ที่สำคัญ ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างบ้านแปงเมือง ไม่ว่าจะเป็นเชลยศึกที่ถูกกวาดต้อน เช่น ลาว เขมร ญวน มอญ หรือพวกที่เข้ามาทำมาค้าขาย เช่น จีน แขก ซึ่งเป็นเรื่องที่ละเลยไม่ได้ที่จะนำมาใช้ในการมองวิวัฒนาการสังคมวัฒนธรรมของกรุงเทพ อยากรู้ต้องเปิดตู้เอาเองนะครับ






ชีวิตนอกกรุงเทพฯ
(Village Life)




ในห้องจัดนี้จะจัดแสดงเกี่ยวกับสังคมเกษตรกรรมในแถบชนบท เราจะได้เห็นการนำไม้ไผ่มาทำเป็นเครื่องมือ ของเล่นได้หลายๆ อย่าง อันนี้ผมดูผ่านๆ เพราะกลัวเวลาไม่พอ










แปลงโฉมสยามประเทศ
(Change)




ห้องนี้จะจัดแสดงให้เห็นสภาพกรุงเทพฯ เมื่อมีการปรับปรุงเปลี่ยนเปลง เมื่อวัฒนธรรมตะวันตกเริ่มเข้ามา จะมีสื่อเหมือนช่องให้เรามอง เวลาดูจะต้องใช้มือหมุนเพื่อให้ภาพที่เห็นเกิดการเปลี่ยนแปลง โดยเราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของผู้คนจากเดิมที่แต่งตัวแบบนุ่งโจงกระเบน ผ้าคาดอก เดินทางไปไหนด้วยการเดินเท้า หรือเรือ เปลี่ยนเป็นแต่งตัวแบบสมัยนิยม นุ่งกางเกง สวมเสื้อ ใส่หมวก นุ่งผ้าถุง ใส่เสื้อแบบฝรั่ง เดินทางไปไหนสะดวกสบายด้วยด้วยรถวิ่งไปบนถนน




กำเนิดประเทศไทย
(Politics and Communications)




ห้องนี้จะแสดงให้เห็นถึงสังคมในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองในไทย การจัดแสดงดูระรานตา ด้วยสื่อสิ่งพิมพ์โจมตีทางการเมือง สิ่งพิมพ์ของฝ่ายรัฐบาลที่คอยปลูกฝังค่านิยมสมัยใหม่ประชาชนต้องทำตาม การ์ตูนล้อเลียนการเมือง ซึ่งเอกสารที่เอามาจัดแสดงเหล่านี้ล้วนแล้วแต่หาดูได้ยากยิ่ง ... เพราะเคยได้ยินคนหาข้อมูลโอดครวญให้ฟัง
นอกจากนี้ยังมีการจัดฉากห้องประกาศข่าวของช่อง 4 บางขุนพรหม ให้ผู้ชมที่สนใจลองเป็นผู้ประกาศข่าวออก TV อีกด้วย




สีสันตะวันตก
(Thailand and the World)




ห้องนี้เขาได้จำลองบรรยากาศของถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ตรงกลางมีรถรุ่นเก่าๆ สีแดงสุดจ๊าบตั้งอยู่ให้รู้ว่าตรงกลางนี่เป็นถนน... ข้างหนึ่งเป็นร้านขายโทรทัศน์ ส่วนอีกข้างหนึ่งเป็น coffee shop ที่ตกแต่งแนวยุค 60's - 70's อันแสดงให้เห็นว่าสงครามเวียดนามนั้นประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากชาติตะวันตกเข้ามาอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นดนตรี แฟชั่น อาหารการกิน...














ด้วยบรรยากาศ และสีสันฉูดฉาดบาดใจ
เลยทำให้รู้สึกว่าห้องนี้จะเป็นที่ถูกใจของบรรดาดาราหน้ากล้องทั้งหลาย




เมืองไทยวันนี้
(Thailand Today)




เป็นการจัดแสดง VDO ที่ได้จากการไปสัมภาษณ์คนไทยในปัจจุบัน อยากรู้ว่าคนไทยทุกวันนี้คิดอะไรกันบ้างก็ต้องลองเข้าไปฟังใกล้ๆ นะครับ




มองไปข้างหน้า
(Thailand Tomorrow)




ห้องนี้ประกอบไปด้วยผนังห้องที่ทำหน้าาที่เป็นกระดานขนาดใหญ่ๆ ที่ริมขวาจะมีข้อมูลสถิติด้านต่างๆ ของเมืองไทยให้เราได้อ่าน และจากการที่เราได้ฟังข้อมูลของคนไทยในห้องเมืองไทยวันนี้ไปแล้วนั้น ทีนี้ก็มาถึงเวลาที่ผู้ชมจะต้องตอบคำถามว่าในอนาคตเราอยากจะทำอะไร เขาจะให้เราเขียนลงบนจอคอมพิวเตอร์ จากนั้นข้อความที่เราเขียนก็จะไปปรากฎบนผนัง ... ผมไม่แน่ใจว่าคำถามจะมีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ หรือเปล่า ... แต่ในวันนั้นคำถามมีอยู่ว่า ถ้าคุณได้เป็นนายกคุณจะทำอะไร





edit @ 16 Sep 2008 16:03:31 by Big

ภายนอก museum

posted on 16 Sep 2008 15:58 by thai-land in Museum

Museum of Siam (Discovery Museum) 1

ช่วงนี้ถ้าใครได้ผ่านไปแถวๆ วัดเชตุพนวิมลมังคลารามหรือวัดโพธิ์ กรมการรักษาดินแดน สวนสราญรมย์ จะเห็นตุ๊กตารูปคนรูปร่างพิลึกๆ สีแดงๆ ยืนอยู่ตามทางเท้า หรือวงเวียน

พวกเขาคือ presenter ของ Museum of Siam นั่นเองครับ









แล้วตุ๊กตาเหล่านี้ มีที่มาอย่างไร ??

ตุ๊กตาเหล่านี้ได้มาจาก ตราสัญลักษณ์ของสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาตินั่นเอง จากเว็บไซต์ของ สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ ซึ่งเป็นต้นสังกัดของ Museum of Siam แห่งนี้ กล่าวว่า


คนทุกคนมีกำเนิดมาตัวเปล่าทั้งนั้น ยุคแรกเริ่มยังไม่รู้จักทำเครื่องนุ่งห่ม จึงเป็นคนเปลือย เลยถูกเรียกจากคนอื่นที่มีอารยธรรมสูงกว่าว่า นาค (นาคก็คืองู ไม่มีขน ไม่มีเกล็ด มีแต่หนังหุ้มและลอกได้ ตามกำหนด ทั้งหมดเท่ากับเปลือยเปล่า และเป็นสัญลักษณ์ของน้ำที่อยู่ใต้ดิน คือบาดาล กับบนฟ้า คือสวรรค์ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนในอุษาคเนย์ต้องการเพื่อใช้เพาะปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหารตามฤดูกาล)

ฉะนั้น ตราสัญลักษณ์ จึงเป็นรูปคนที่ไม่ระบุเพศและเผ่าพันธุ์

รูปคนยืนกางแขน กางขา ทำท่าเป็นกบ เพราะกบ (รวมทั้งอึ่งอ่าง คางคก เขียด) เป็นสัญลักษณ์ของน้ำ โดยเฉพาะน้ำฝน จึงมีรูปกบอยู่บนหน้ากลองทอง (สัมฤทธิ์) หรือมโหระทึกของอุษาคเนย์ เพราะเป็น เครื่องมือเครื่องใช้ประโคมตีในพิธีกรรมขอฝนเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของชนทุกเผ่ายุคดึกดำบรรพ์ ไม่น้อยกว่า 3,000 ปีมาแล้ว

นอกจากยกย่องกบเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์แล้ว คนในชุมชนยังร่วมกันเต้นฟ้อนทำท่าเป็นกบด้วย มีภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตาม เพิงผา และเถื่อนถ้ำตั้งแต่เขตมณฑลกวางสีถึงบริเวณประเทศไทย

พิพิธภัณฑ์จึงแสดงเรื่องราวของ "คน" เพื่อให้รู้และเข้าใจรากเหง้าเหล่ากอความเป็นมาของบรรพชน ซึ่งล้วนเป็นคนพื้นเมืองของภูมิภาคอุษาอาคเนย์โบราณ คนพวกนี้ประสมประสารกันทางเผ่าพันธุ์ สังคม และ วัฒนธรรม แล้วก่อบ้านสร้างเมืองขึ้นเป็นแว่นแคว้นหรือรัฐ จนเป็นอาณาจักร แล้วดำรงเป็นประเทศสืบมาถึงทุกวันนี้


เดี๋ยวผมจะพาเข้าไปชมอาคารที่เขาใช้จัดแสดงนิทรรศการถาวร "เรียงความประเทศไทย" นะครับ


ซุ้มประตูทางเข้า


อาคารจัดแสดงนิทรรศการถาวรเรื่อง เรียงความประเทศไทย

สำหรับอาคารจัดแสดงนิทรรศการถาวรหลังนี้ แต่เดิมคืออาคารของกระทรวงพาณิชย์เดิม ที่สร้างขึ้นเมื่อราว พ.ศ. 2465 โดยสถาปนิกชาวอิตาลี ชื่อ มาริโอ ตามาญโญ ซึ่งออกแบบร่วมกับวิศวกรกอลโล สปิญโญ และสถาปนิกกวาเดรลลิ มีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบยุโรป เป็นตึก 3 ชั้น แผนผังเป็นรูปตัว E กล่าวคือ เป็นอาคารยาวที่มีมุขยื่นออกมาที่ปลายอาคารและตรงกลางอาคาร บัวหัวเสาของอาคารเป็นแบบ Ionic และมีการประดับรูปหน้าสตรีบริเวณยอดซุ้มโค้งหน้าต่างระเบียง







แต่อย่างไรก็ตาม ประวัติการใช้พื้นที่บริเวณกระทรวงพาณิชย์หลังนี้ก็ยังสามารถสืบค้นย้อนหลังกลับไปได้จนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา ... ใครใคร่รู้ต้องเข้าไปชมนิทรรศการภายใน ในห้อง "ตึกเก่าเล่าเรื่อง" (Building Exhibition) ครับ


ร่องรอยของสิ่งปลูกสร้างที่ถูกเปิดเผยเมื่อคราวที่มีการบูรณะอาคาร
ซึ่งเมื่อบูรณะอาคารเรียบร้อยแล้ว ก็ยังเปิดเผยให้เห็นให้ผู้สนใจเดินมาดูได้


ต่อไปก็จะเป็นภาพบรรยากาศภายในอาคาร ก่อนที่จะเข้าไปชมนิทรรศการถาวร


บันไดภายในอาคารที่มีโครงสร้างฝากไว้กับผนังอาคาร โดยไม่มีเสารองรับน้ำหนัก
ทำให้ดูเหมือนบันไดนั้นลอยอยู่ได้อย่างน่าแปลกใจ












ปิดท้ายบล้อกนี้ด้วยรูปคนเต้นท่ากบนับร้อยนับพันที่แขวนห้อยอยู่ตรงกลางช่องว่างของบันไดบริเวณปีกขวาของตึก

แล้วเดี๋ยวจะเอารูปการจัดแสดงในห้องนิทรรศการถาวรมาให้ดู เผื่อใครว่างๆ วันหยุดเสาร์ - อาทิตย์นี้ จะได้มีทางเลือกไปเที่ยวพักผ่อน แถมยังได้ความรู้ด้วย อ้อ ... ตอนนี้เขายังเปิดให้เข้าชมฟรีนะครับ อีกไม่นานก็คงจะเก็บค่าเข้าชม

ภายใน Museum

posted on 16 Sep 2008 15:57 by thai-land in Museum


แต่อย่างไรก็ตาม การจัดแสดงในห้องนี้ยังให้ความรู้สึกเหมือนจะยังไม่เสร็จสมบูรณ์ซะทีเดียว




เบิกโรง
(Immersive Theatre)




แค่ชื่อก็บอกอยู่แล้วนะครับว่าเป็นโรงฉายภาพยนตร์ ก็จะมีแต่จอสีขาวๆ กับเก้าอี้รูปทรงธรรมดาที่แทบจะนอนเล่นได้เลย ...แต่คงยังไม่ทันได้หลับอย่างสบายหรอกครับ เพราะภาพยนตร์ที่นำมาเกริ่นนำนั้นสั้นนิดเดียว... และเมื่อดูจบแล้วน้องๆ ที่คอยดูแลอยู่ก็จะเปิดม่านให้ผู้ชมเดินเข้าไปชมนิทรรศการในห้องต่อไป นั่นคือ ...ห้องไทยแท้ (Typically Thai)




ไทยแท้
(Typically Thai)




ไทยแท้ เป็นส่วนจัดแสดงแคบๆ แต่มีองค์ประกอบที่ค่อนข้างเยอะ จนอาจจะดูอึดอัด เหมือนเวลาเราเดินเข้าไปในตลาด อยากจะบอกว่าทุกๆ สิ่งทุกๆ อย่างที่จัดแสดงอยู่ในนั้นต้องสังเกตและนึกคิดซักนิด ซึ่งคำบรรยายที่กระจายอยู่ตามจุดต่างๆ จะบอกใบ้ให้รู้ว่าผู้จัดต้องการจะสื่อว่าอะไร

ในห้องนี้เองที่จะเริ่มทำให้คนดูฉุกคิดว่า ไทยแท้ ที่เราๆ พยายามจะยกยอปอปั้นว่าสิ่งต่างๆ เราเป็นคนเริ่ม เป็นคนผลิต ที่แท้แล้วบ้านอื่นเมืองอื่นเขาก็มีกันเพราะมันเป็นวัฒนธรรมร่วม หรือ..สิ่งนั้นที่เรามักจะเข้าใจว่าเป็นของเมืองไทย แต่จริงๆ แล้วประเทศอื่นเมืองอื่นเป็นคนผลิตต้นแบบ อย่างเช่น รถตุ๊กๆ เป็นต้น





ดูแล้วน่าคิดกว่าพิพิธภัณฑ์แนวคิดชาตินิยมเป็นไหนๆ





เปิดตำนานสุวรรณภูมิ
(Introduction to Suvarnabhumi)




เมื่อออกจากห้องไทยแท้แล้ว ผู้ชมจะต้องเดินขึ้นบันไดที่อยู่ตรงหน้าทางออกของไทยแท้นี่แหล่ะ เพื่อที่จะขึ้นไปชมนิทรรศการในหัวข้อต่อไปบนชั้นที่ 3 ซึ่งก็คือห้องเปิดตำนานสุวรรณภูมิ

ทำไมต้อง "สุวรรณภูมิ" ด้วยล่ะ ผมเข้าใจว่า ผู้จัดเอาคำว่า สุวรรณภูมิ มาใช้เป็นคำที่อธิบายถึงความมั่งคั่งของดินแดนเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นแผ่นดินได้ดีที่สุด มากกว่าการศึกษาแบบเดิมๆ ที่จะกำหนดอายุสมัยวัฒนธรรมเป็นสมัยหินเก่า สมัยหินใหม่ สมัยโลหะ สมัยทวารวดี สมัยสุโขทัย สมัยอยุธยา เหมือนแบบขนมชั้นแบบที่เราๆ สมัยเด็กๆ เข้าใจกัน ...



ในการศึกษาเรื่องราวของคนในสมัยโบราณ ยิ่งโดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ไม่เคยมีตัวหนังสือบันทึกเรื่องราวต่างๆ จำเป็นต้องใช้วิชาความรู้ทางโบราณคดีที่ได้จากการขุดค้น วิเคราะห์ชั้นดิน ชั้นวัฒนธรรม มาอธิบายเรื่องราวหรือกิจกรรมของมนุษย์โบราณ ด้วยเหตุนี้ส่วนหนึ่งของห้องเปิดตำนานสุวรรณภูมิก็จะให้ความรู้เกี่ยวกับการดำเนินงานทางโบราณคดี โดยมีนักโบราณคดี ร.ศ.ดร.รัศมี ชูทรงเดช แห่งภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ตัวจริง เสียงจริง มายืนตอบคำถามให้ทั้งวัน





นอกจากนี้ผู้ชมนิทรรศการยังสามารถแฝงตัวเป็นนักโบราณคดี ใช้แปรงปัดดินปัดทรายเพื่อเปิดเผยให้เห็นโบราณวัตถุชิ้นสำคัญๆ พร้อมทั้งรับทราบเกร็ดความรู้เกี่ยวกับวัตถุชิ้นนั้นๆ






สุวรรณภูมิ
(Suvarnabhumi)




ห้องนี้น่าจะเป็นห้องจัดแสดงที่ใหญ่ที่สุดก็ว่าได้มั้งครับ .. เนื้อหาก็มีความหลากหลายครอบคลุมสังคม วัฒนธรรมของชุมชนชาวสุวรรณภูมิ ซึ่งผู้จัดคงอยากจะบอกว่าชาวสุวรรณภูมิก็คือคนรุ่นก่อนๆ ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยนี่แหละ ไม่ได้อพยพมาจากที่ไหน แล้วก็ไม่ได้เป็นกลุ่มคนที่มีเอกลักษณ์หนึ่งเดียวเท่านั้น แต่จะหมายรวมไปถึงกลุ่มคนหลายๆ กลุ่มตามป่าเขา ตามที่ราบลุ่มน้ำ หรือชายฝั่งทะเล และคนพวกนี้เองก็รับเอาวัฒนธรรมจากข้างนอกเข้ามาปรับใช้เกิดเป็นลักษณะของตัวเอง นอกจากนี้ทรัพยากรธรรมชาติในดินแดนสุวรรณภูมิก็มีอย่างอุดมสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นของป่า แร่ธาตุ ที่ล่อให้คนที่อยู่ไกลโพ้นทะเลต่างแสวงหาโอกาสเข้ามาหาผลประโยชน์ในสุวรรณภูมิ


บอร์ดนี้แสดงให้เห็นลักษณะทางกายภาพของเด็กๆ ที่หลากหลาย
อันแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายทางชาติพันธุ์ของกลุ่มคน
ในดินแดนสุวรรณภูมิ





เด็กกำลังเล่นเกมส์จาก touch screen computer
โดยสวมบทเป็นพ่อค้าเอาของจากดินแดนของตัวเอง
ไปแลกเปลี่ยนซื้อขายกับพ่อค้าต่างแดน




นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงด้วย VDO ที่น่าสนใจเกี่ยวกับการผลิตโลหะให้ดูเพลินๆ สนุกสนาน ดีกว่ายืนอ่านตัวหนังสือหรือภาพลายเส้นนิ่งๆ แบบเก่าๆ เดิม




พุทธิปัญญา
(Buddism)




ห้องนี้ไม่เล่าอะไรดีกว่า อยากให้ไปดูเอง เพราะดูอะไรได้ไม่ละเอียดนัก ...มันร้อน
แต่ใครเหนื่อยก็จะเข้าไปนอนฟังธรรม แล้วหลับไปเลยก็ได้ ไม่มีใครสังเกตหรอก มันมืดมาก... ล้อเล่น!!!