Green Bangkok Bike : จักรยานให้ยืมฟรีๆ เอาไว้ขี่เที่ยวกรุง


ภาพจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันอังคารที่ 1 กรกฎาคม 2551


เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2551 นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯ กทม. ได้เปิดตัวโครงการจักรยานชมกรุงรัตนโกสินทร์ หรือ Green Bangkok Bike เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวบริเวณรอบเกาะรัตนโกสินทร์สำหรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และต่างประเทศ อีกทั้งยังเป็นการช่วยลดภาวะโลกร้อนอีกทางหนึ่ง

นายอนันต์ ศิริภัสราภรณ์ รองปลัดกทม. กล่าวว่า สำหรับโครงการนี้ กทม.ได้เปิดประกวดราคาว่าจ้างทำโครงการรถจักรยานสาธารณะ ซึ่งได้บริษัทมาสเตอร์แอนด์มอร์ จำกัด มาดำเนินการ วงเงิน 9 ล้านบาท/ปี โดยบริษัทรับหน้าที่ในการบริหารจัดการ และกรณีรถสูญหาย หรือชำรุดบริษัทจะต้องรับผิดชอบทั้งหมด ขณะเดียวได้ประสานตำรวจและเทศกิจท้องที่ ประจำตามจุดจอดต่างๆ เพื่อป้องกันไม่ให้นำรถออกนอกเส้นทาง

รูปแบบของจักรยาน มีความเป็นเอกลักษณ์ ได้รับการออกแบบเป็นพิเศษสวยงาม สะดวกในการขับขี่ มีระบบล็อกกับจุดจอดเพื่อความปลอดภัย และเป็นระเบียบเรียบร้อย โดยมีรถให้บริการทั้งหมด 300 คัน มีซุ้มและจุดจอด จำนวน 8 จุด แต่ละจุดมีรถจักรยาน 20 คัน รวม 160 คัน และมีสำรอง 140 คัน ได้แก่
1.หน้ากองการท่องเที่ยว เชิงสะพานพระปิ่นเกล้า
2.สวนสันติชัยปราการ
3. บริเวณเกาะกลางวัดบวรนิเวศฯ ถนนสิบสามห้าง
4. ท่าเตียน
5.สวนสราญรมย์
6.ลานคนเมือง หน้าศาลาว่าการกทม.
7.สนามหลวง หน้าวัดพระแก้ว
8. พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ

เปิดให้บริการฟรี ตั้งแต่วันจันทร์-ศุกร์ 10.00-18.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 10.00-20.00 น. เริ่มให้บริการต้นเดือน ส.ค.

ขั้นตอนในการยืมรถจักรยานสาธารณะ นักท่องเที่ยวจะต้องแสดงบัตรประจำตัวประชาชนสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทย ส่วนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ จะต้องแสดงหนังสือเดินทาง (Passport) ซึ่งเจ้าหน้าที่จะทำสำเนาเก็บไว้เป็นหลักฐาน ประชาชนสามารถยืมรถจักรยานไปขับขี่ และจอดชมสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่ต้องคืนในเวลาที่กำหนด ส่วนความปลอดภัยในเส้นทาง กทม.ได้ประสานกับกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ดูแล ทั้งนี้ได้ขีดเส้นเลนสำหรับรถจักรยานโดยเฉพาะไว้ด้วย

สำหรับเส้นทางการขี่จักรยานชมกรุงรัตนโกสินทร์ ระยะทางรวม 18 กิโลเมตร โดยจะวิ่งวนขวาเริ่มต้นที่วัดพระศรีรัตนศาสดารา ไปตามถนนพระจันทร์เลี้ยวเข้าถนนหน้าพระธาตุ มุ่งหน้าไปยังถนนพระอาทิตย์ เลี้ยวขวาวิ่งไปถนนจักรพงษ์ ถนนข้าวสาร ไปตามทางถนนราชดำเนินกลาง ผ่านอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เข้าถนนมหาไชย ถนนบำรุงเมือง ผ่านวัดสุทัศน์ฯ ศาลหลักเมือง ถนนสนามไชย ถ.เชตุพน และสิ้นสุดที่วัดโพธิ์

ถ้าหากโครงการฯ ดังกล่าว ได้รับความสนใจเป็นอย่างดี ก็จะพัฒนาระบบการจัดการให้ดียิ่งขึ้น เช่น นักท่องเที่ยวสามารถยืมรถได้โดยใช้บัตรสมาร์ทการ์ด และบัตรเครดิตได้ ซึ่งในส่วนของตัวรถจะมีการติดตั้งระบบจีพีเอส ด้วย

ราชการสงครามในสมเด็จพระนเรศวรมหาราช 

สงครามไทย-พม่า ครั้งที่ 11
ไทยตีเมืองทวายและตะนาวศรี

            เมืองทวาย และเมืองตะนาวศรี เป็นเมืองขึ้นของไทยแต่ครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี มาตกเป็นของพม่า เมื่อครั้งพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองตีได้กรุงศรีอยุธยา  ด้วยเหตุนี้ สมเด็จพระนเรศวรจึงทรงให้ไปตีก่อนเมืองอื่น  เมืองทวายอยู่ต่อแดนมอญ ข้างเหนือเมืองตะนาวศรี พลเมืองเป็นทวายชาติหนึ่งต่างหาก  ขึ้นกรุงศรีอยุธยาเหมือนอย่างประเทศราช  เมืองตะนาวศรีอยู่ใต้เมืองทวายมาต่อกับเมืองชุมพร  พลเมืองมีทั้งพวกเม็งและไทยปนกัน  เมืองมะริดอันเป็นเมืองขึ้น  ตั้งอยู่ที่ปากน้ำเมืองตะนาวศรี  มีเรือกำปั่นแขกฝรั่งมาค้าขายที่เมืองนี้  และมีทางขนสินค้ามากรุงศรีอยุธยาได้สะดวก  เมืองมะริดจึงกลายเป็นเมืองท่าของไทยทางอ่าวบังกล่า  ซึ่งเรียกว่าทะเลตะวันตก  ทางกรุงศรีอยุธยาจึงตั้งข้าราชการในกรุง  ออกไปเป็นเจ้าเมืองตะนาวศรีอย่างหัวเมืองทั้งปวงมาแต่โบราณ  เมื่อพม่าชิงเอาเมืองทวายกับตะนาวศรีไป  ก็เอาแบบอย่างไทยไปปกครอง
            เมื่อพม่าเจ้าเมืองตะนาวศรี ทราบข่าวว่ากองทัพไทยจะยกไปตีเมือง  ก็รีบบอกไปยังกรุงหงสาวดี ขอกองทัพมาช่วย  ครั้งนั้น พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรง  ทรงทรงพิโรธแม่ทัพนายกองที่มาทัพกับพระมหาอุปราชา  จึงทรงให้เขาเหล่านั้น  คุมกองทัพมาช่วยรักษาเมืองทวาย  และเมืองตะนาวศรี  ให้มารบกับไทยแก้ตัวใหม่  ขณะที่กำลังเตรียมทัพอยู่  เจ้าพระยาจักรีก็ยกทัพไปถึงเมืองตะนาวศรีเสียก่อน  แล้วล้อมเมืองไว้  ทางตะนาวศรีสู้อยู่ได้ 15 วันก็เสียเมืองแก่ไทย  ส่วนกองทัพพระยาพระคลังที่ยกไปตีเมืองทวาย ได้รบพุ่งกับข้าศึกตรงด่านเชิงเขาบรรทัดครั้งหนึ่ง  ฝ่ายไทยตีข้าศึกแตกพ่ายไป  จากนั้น กองทัพพระยาพระคลังก็ยกไปล้อมเมืองทวาย  ล้อมอยู่ได้ 20 วัน ทางเมืองทวายก็ออกมาอ่อนน้อม ยอมเป็นข้าขอบขัณฑสีมา  ของกรุงศรีอยุธยาดังแต่ก่อน
            ฝ่ายพระยาจักรี  เมื่อได้เมืองตะนาวศรีและเมืองมะริดแล้ว  วิตกว่าเมืองทวายซึ่งอยู่ต้นทาง  เกรงทางข้าศึกยกทัพมาตีกระหนาบกองทัพพระยาพระคลัง  จึงให้จับเรือกำปั่นที่มาค้าขายอยู่ที่เมืองมะริด  ได้เรือสลุปของฝรั่ง ลำหนึ่ง  ของแขก 2 ลำ  และเรือพื้นเมืองอีก 150 ลำ  จัดเป็นกองเรือรบ  ให้พระยาเทพอรชุนเป็นนายทัพเรือ  คุมกำลังพล 10,000 คน  ยกไปเมืองทวายทางทะเล  ให้พระยาศรีไสยณรงค์ คุมกำลังพล 10,000 คน  อยู่รักษาเมืองตะนาวศรี  แล้วเจ้าพระยาจักรียกกำลังพล 30,000 คน  ยกขึ้นไปเมืองทวายทางบก  กองกำลังทางเรือของพระยาเทพอรชุน  ยกไปทางทะเล ถึงตำบลบ้านบ่อในแดนเมืองทวาย  ก็ปะทะกับกำลังทางเรือของสมิงอุบากอง สมิงพระตะบะ ซึ่งพระเจ้าหงสาวดีให้ลงมาช่วยรักษาเมืองตะนาวศรี  มีกำลังทางเรือประมาณ 2,000 ลำ  กำลังพลประมาณ 10,000 คน  ก็เข้ารบพุ่งกันทางทะเล ตั้งแต่เช้าถึงเที่ยง ยังไม่แพ้ชนะกัน  ถึงเวลาบ่ายลมตั้งคลื่นใหญ่  จึงต้องทอดสมอเรือ รอกันอยู่ทั้งสองฝ่าย
            ฝ่ายพระยาพระคลัง เมื่อได้ตีเมืองทวายแล้ว  ก็เป็นห่วงทางเจ้าพระยาจักรี  เนื่องจากไม่ได้ข่าวว่าตีเมืองตะนาวศรีได้แล้วหรือไม่  จึงให้จัดกำลังทางเรือ  มีจำนวนเรือ 100 ลำ  กับกำลังพล 5,000 คนให้พระยาพิชัยสงคราม  พระยารามคำแหง คุมกำลังไปช่วยเจ้าพระยาจักรีที่เมืองตะนาวศรี  พอกองทัพยกออกจากเมืองทวาย  ก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นทางทิศใต้  จึงให้ขุนโจมจตุรงค์ คุมเรือลาดตะเวณลงไปสืบ  ได้ความว่า กองกำลังทางเรือของไทยยกขึ้นมาจากทางตะนาวศรี  กำลังต่อสู้อยู่กับกองกำลังทางเรือของพม่า  ฝ่ายไทยจึงยกกองทัพเข้าตีกระหนาบพม่าลงไปจากทางเหนือ  กองทัพไทยยิงถูก สมิงอุบากองนายทัพพม่าตายในที่รบ  และยิงเรือสมิงพระตะบะ  และเรือข้าศึกจมอีกหลายลำ  กองกำลังทางเรือของพม่าก็แตก  กองทัพไทยจับเป็นได้ประมาณ 500 คน  ได้เรือและเครื่องศัตราวุธเป็นจำนวนมาก
            ฝ่ายไทยได้ทราบความจากพวกเชลยว่า  ยังมีกองทัพข้าศึกยกมาทางบก จากเมืองเมาะตะมะจะลงมาช่วยเมืองทวาย
เจ้าพระยาจักรีกับพระยาพระคลัง  จึงจัดกำลังทางบกขึ้นไปทางแม่น้ำทวายเป็นสองทาง  โดยที่กองทัพเจ้าพระยาจักรี ยกขึ้นไปทางฝั่งตะวันออก  กองทัพพระยาพระคลังยกไปทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำ  ไปดักซุ่มอยู่สองฟากทางที่กองทัพข้าศึกจะยกลงมา  กองทัพข้าศึกมีเจ้าเมืองมล่วนเป็นนายทัพ  ยกลงมาทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำทางหนึ่ง  ตรงมาทางเมืองกลิอ่อง หมายที่จะเข้าเมืองทวายทางตำบลเสือข้าม  โดยที่ไม่รู้ว่า เมืองทวายและเมืองตะนาวศรีเสียแก่ไทยแล้ว  ส่วนเจ้าเมืองกลิตองปุ ก็คุมกองทัพ มาทางชายทะเลด้านตะวันตก  มาถึงป่าเหนือบ้านหวุ่นโพะ  ฝ่ายไทยเห็นฝ่ายพม่า  ยกกำลังถลำเข้ามาในบริเวณที่ซุ่มอยู่  ก็ออกระดมโจมตีทั้งสองกองทัพ  ฝ่ายข้าศึกไม่ทันรู้ตัวก็แตกพ่าย  เสียช้างม้าผู้คนและเครื่องศัตราวุธให้แก่ฝ่ายไทยเป็นอันมาก  ฝ่ายไทยจับได้นายทัพนายกอง 11 คน  ไพร่พล 400 คนเศษ  เมื่อความทราบถึงสมเด็จพระนเรศวร  พระองค์ก็โปรดให้พระยาศรีไสยณรงค์ อยู่รักษาเมืองตะนาวศรีต่อไป  ส่วนเมืองทวาย ก็ให้เจ้าเมืองกรมการ  เข้ามาเฝ้าถือน้ำพิพัฒน์สัจจา แล้วโปรดให้กลับไปรักษาเมืองตามเดิม  แล้วมีตราให้กองทัพกลับพระนคร เมื่อปี มะเส็ง พ.ศ. 2136
 
 

การปราบปรามเขมร และฟื้นฟูหัวเมืองเหนือ

            สมเด็จพระนเรศวรทรงแค้นเคืองเขมร  ที่ลอบเข้ามาทำร้ายไทย ทุกครั้งที่ไทยเกิดมีภัยพิบัติและอ่อนกำลังลง  ดังนั้น พอเสร็จศึกสำคัญหมดแล้ว  พระองค์จึงเสด็จยกทัพไปตีกัมพูชา  ในปีมะเส็ง พ.ศ. 2136  โดยจัดกำลังเป็นทัพเรือสองกองทัพ  ให้พระยาเพชรบุรีเป็นแม่ทัพเรือ ยกไปตีทางเมืองป่าสักทัพหนึ่ง  ให้พระยาราชวังสัน เป็นแม่ทัพเรือ ยกไปตีเมืองบันทายมาศอีกทัพหนึ่ง  ส่วนกองทัพบก ให้พระยานครราชสีมา  คุมพลหัวเมืองตะวันออก  ไปตีเมืองเสียมราฐ และฝั่งตะวันออกของทะเลสาบเขมรอีกทัพหนึ่ง  ส่วนกองทัพหลวง  ให้พระราชมนูคุมกองทัพหน้า  สมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถ  เสด็จยกทัพหลวงไปตีเมืองพระตะบอง  ทางด้านฝั่งตะวันตกของทะเลสาบ  นัดหมายให้ไปถึงเมืองละแวก อันเป็นนครหลวงของกัมพูชา พร้อมกันทุกกองทัพ  ในการนี้ ให้เกณท์ผู้คนในเมืองนครนายก  เมืองปราจีณบุรีอันอยู่บนเส้นทางเดินทัพไปเขมร เข้าร่วมกองทัพด้วย  เมื่อไปถึงเมืองพระตะบองก็ตีเมืองได้  และจับตัวเจ้าเมือง คือพระยามโนไมตรีจิตได้  จากนั้นก็เข้าตีเมืองละแวกได้ เมื่อต้น ปีมะเมีย พ.ศ. 2137  จับนักพระสัตถาเจ้ากรุงกัมพูชาได้  แล้วให้ประหารชีวิตนักพระสัตถาเสียในพิธีปฐมกรรม  แล้วกวาดต้อนครอบครัวเขมร มาเป็นเชลยเป็นอันมาก  พระองค์ได้ให้พระมหามนตรีปกครองเขมรชั่วคราว  แล้วให้นำราชอนุชานักพระสัตถา  พระนามว่าพระเจ้าศรีสุพรรณมาธิราชมายังกรุงศรีอยุธยา  ต่อมาจึงโปรด ฯ ให้กลับไปครองกรุงกัมพูชา  เขมรจึงกลับเป็นเมืองขึ้นของไทยนับแต่นั้นมา
            เหตุการณ์ในตอนนี้ วัน วลิต ได้บรรยายไว้ว่า  สมเด็จพระนเรศวรเสด็จยกทัพไปตีบ้านเมืองต่าง ๆ ได้เป็นอันมาก  และมีชัยต่อเจ้ากรุงกัมพูชา  พระองค์จับพระเจ้ากรุงกัมพูชา และพระราชโอรสธิราชทั้งหมดเป็นเชลย  แต่ทรงอนุญาตให้พระราชโอรสองค์ใหญ่ของเจ้ากรุงกัมพูชา อยู่ครอบครองกัมพูชาต่อไป  โดยให้ถวายสัตย์ปฏิญาณว่าจะไม่คิดคดทรยศ  จะเป็นข้ากรุงศรีอยุธยาสืบไป  เมื่อได้จัดการกับกรุงกัมพูชาเสร็จแล้ว  สมเด็จพระนเรศวรจึงยกทัพกับพระนคร และให้เอาตัวเจ้ากัมพูชา กับราชโอรสอีกสามองค์มาเป็นเชลยด้วย  เมื่ออยู่ต่อมาได้ระยะหนึ่งไม่นาน  ก็โปรดให้ส่งเจ้ากรุงกัมพูชากลับไปเสวยราชย์ ณ กรุงกัมพูชาตามเดิม  โดยให้ถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ให้พระราชโอรสอยู่เป็นตัวจำนำที่กรุงศรีอยุธยา และให้กรุงกัมพูชาถวายต้นไม้เงินต้นไม้ทองต่อกรุงศรีอยุธยาปีละครั้ง
            เมื่อสมเด็จพระนเรศวรเสด็จกลับถึงพระนครแล้ว  ได้มีพระราชดำรัสสั่งให้ตั้งหัวเมืองเหนือ ที่ได้ทิ้งให้ร้างตั้งแต่เริ่มทำสงครามกู้อิสรภาพอยู้ 8 ปีนั้น ให้กลับมีเจ้าเมืองกรมการปกครองดังแต่ก่อน ทรงตั้งให้ข้าราชการที่มีบำเหน็จความชอบ ให้ไปเป็นผู้ปกครองคือ พระยาชัยบูรณ์ (ไชยบุรี) ข้าหลวงเดิม ที่ได้ทรงใช้สอยทำศึกมาแต่แรก ให้เป็นเจ้าพระยาสุรสีห์  ครองเมืองพิษณุโลก  พระยาศรีเสาวราช ไปครองเมืองสุโขทัย  พระองค์ทอง ไปครองเมืองพิชัย  หลวงจ่า (แสนย์) ไปครองเมืองสรรคโลก และเข้าใจว่า ได้ส่งครอบครัวเขมรที่ได้มาคราวไปตีเขมรนั้น ไปอยู่หัวเมืองเหนือโดยมาก


สงครามไทย-พม่า ครั้งที่ 12
ไทยได้หัวเมืองมอญ

            พวกมอญไม่ชอบพม่า  คิดหาโอกาสที่จะพ้นอำนาจพม่าอยู่เสมอ  เมื่อยังอยู่ในอำนาจพม่า ก็ต้องยอมให้พม่า ใช้มารบพุ่งกับไทย  ได้รับความยากลำบากมาก